แน่ใจแล้วหรือที่จะถ่ายวิดีโอหรือถ่ายหนังด้วยกล้อง DSLR!
ดูเหมือนจะกลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานของกล้อง DSLR ไปแล้ว กับความสามารถในการถ่ายวิดิโอ ด้วยความคมชัด ระดับ HD อิมเมจเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ละลายฉากหลังได้เนียน มีเลนส์ให้เปลี่ยน แต่ช้าก่อน... การจะใช้กล้อง DSLR มาถ่ายวิดีโอ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่
ระบบป้องกันภาพสั่น Stabilization
อันดับแรกสุดที่ต้องคิดถึงก็คือการสั่นของภาพ โดยเฉพาะกับการถือกล้องด้วยมือโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยลดการสั่น ขนาดถ่ายภาพนิ่งภาพเดียว ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/60 วินาที หลายคนยังถ่ายมาสั่น แล้วเมื่อเจอกับภาพวิดิโอที่มี จำนวนภาพ 24, 25 หรือ 30 เฟรมต่อวินาที โอกาสที่จะเห็นภาพสั่นก็มีมากขึ้น บวกกับน้ำหนักของตัวกล้องและเลนส์ ที่มีน้ำหนักร่วมกิโลกรัมขึ้นไป การจะถือกล้องให้นิ่งยิ่งยากขึ้นไปอีก ดังนั้นการจะถ่ายภาพวิดิโอด้วยกล้อง DSLR จะต้องใช้ขาตั้งกล้องที่มีคุณภาพสูง หรือใช้ขาตั้งกล้องที่ออกแบบมาสำหรับกล้องวิดีโอ
ปัญหาเรื่องความร้อน
กล้อง DSLR ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องระบบระบายความร้อน ตัวกล้องจะมีความร้อนเพิ่มขึ้น เมื่อถ่ายวิดิโอโดยเปิด จอแอลซีดี (Live View) หรือถ่ายวิดีโอต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เมื่อความร้อนของตัวกล้องสูงขึ้น ตัวกล้องจะมีระบบ แจ้งเตือนและตัดการทำงานของกล้อง เมื่ออุณหภูมิของกล้องอยู่ในระดับปกติจึงจะใช้ถ่ายวิดิโอต่อไปได้ ทั้งนี้ก็เพื่อ ป้องกันอิมเมจเซ็นเซอร์เสียหายจากความร้อน และความร้อนที่เกิดขึ้นยังทำให้เกิด Noise ในภาพวิดีโอเพิ่มขึ้น
ระยะเวลาในการถ่ายต่อเนื่อง
หลายคนที่เคยใช้กล้อง MiniDV ถ่ายวิดีโอ ตัวกล้องสามารถถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน จนกว่าเทปจะเต็ม หรือแบตเตอรี่หมด แต่กับกล้อง DSLR นั้นตรงกันข้าม เนื่องจากกล้อง DSLR เหมาะกับการถ่ายวิดีโอในช่วง ระยะเวลาสั้นๆ เช่น 10 - 15 นาที หยุดพักสักครู่แล้วก็ค่อยถ่ายต่อ หากต้องถ่ายวิดีโอด้วยกล้อง DSLR จะต้อง วางแผนให้ดี โดยเฉพาะกับงานสำคัญ เช่น งานแต่งงาน หรือถ่ายวิดีโอสัมภาษณ์บุคคล จะต้องดูเรื่องระยะเวลา ของพิธี ไม่ใช่ถ่ายวิดีโอไปเรื่อยเปื่อย ถึงเวลาสำคัญตัวกล้องกับถ่ายวิดีโอไม่ได้ หรือต้องหยุดถ่ายวิดีโอกลางคัน
ระบบโฟกัส
ตัวกล้อง DSLR ถูกออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพนิ่ง เมื่อนำมาเพิ่มฟีเจอร์ให้ถ่ายวิดีโอได้ ปัญหาที่เป็นเรื่องใหญ่ ก็คือระบบโฟกัส โดยเฉพาะกับการถ่ายภาพวิดีโอให้ชัดตลอดเวลา เช่น แพนกล้องตามรถที่กำลังวิ่ง หรือถ่ายคน ที่กำลังเดินเข้ามา ระบบปรับออโต้โฟกัสของกล้อง DSLR นั้นยังไม่เร็วพอ แม้กล้องรุ่นใหม่อย่าง Nikon D7000 จะพัฒนาระบบโฟกัสใหม่ ก็ใช้กับสิ่งที่เคลื่อนไหวช้าๆ หากต้องการถ่ายสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว กล้องวิดีโอ จะเหมาะสมกับการใช้งานมากกว่า ส่วนกล้อง DSLR นั้นจะเหมาะกับการใช้งานที่มีเวลามากพอสำหรับการปรับ โฟกัสล่วงหน้า ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วก็จะใช้วิธีโฟกัสด้วยมือ และอาจใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมสำหรับปรับโฟกัส
อุปกรณ์เสริม
ไมโครโฟน ไฟถ่ายวิดีโอ มอนิเตอร์ เมโมรีการ์ด ฯลฯ นี่คืออุปกรณ์เสริมเพียงบางส่วนสำหรับงานถ่ายวิดีโอ กล้องถ่ายวิดีโอโดยเฉพาะจะมีอุปกรณ์เสริม มีช่องต่อ มีที่ติดตั้งอุปกรณ์ให้สามารถติดตั้งหรือประกอบเข้ากับ ตัวกล้องได้โดยง่าย แต่กล้อง DSLR นั้นเป็นคนละเรื่อง ถ้าหากคุณคิดจะถ่ายวิด๊โอด้วยกล้อง DSLR อย่างจริงจัง บางทีคุณอาจอุทานว่า "แพงแสร่ดดด" เมื่อได้เห็นราคาของอุปกรณ์เสริม
เมโมรีการ์ดเท่าไรจึงจะพอ
ภาพวิดีโอใช้วิธีการบีบอัดคนละแบบกับที่ใช้ในภาพนิ่ง ซึ่งมีทั้ง MJPEG, H.264, AVCHD โดยที่ H.264 เป็น มาตรฐานที่มีการใช้งานมากที่สุด แม้การบีบอัดจะใช้ H.264 เหมือนกัน แต่ขนาดของไฟล์ที่บันทึก ลงในเมโมรีการ์ด ก็มีขนาดแตกต่างกัน Canon EOS 5D MK II ถ่ายวิดีโอ 1080p ขนาดไฟล์ 42 Mb/s (เมกะบิตต่อวินาที) ในขณะที่ Nikon D7000 ขนาดไฟล์ 44 Mb/s
ด้วยปริมาณข้อมูลจำนวนมากเกือบ 6 เมกะไบต์ต่อวินาที จำเป็นต้องใช้เมโมรีการ์ดที่มีความจุสูง แล้วก็ต้องมี ความเร็วในการบันทึกข้อมูลลงการ์ดสูงอีกด้วย หากเป็นเมโมรีการ์ดแบบ CF ก็ต้องดูที่ค่า X สูงๆ ส่วนเมโมรีการ์ด แบบ SD ก็ต้องใช้แบบ Class 6 หรือ Class 10 การใช้เมโมรีการ์ดที่มีความจุสูงก็ไม่ได้ทำให้คุณถ่ายวิดีโอต่อคลิปได้นานขึ้น เพราะระบบจัดเก็บข้อมูลลงดิสก์ ยังใช้โครงสร้างเป็นระบบ FAT32 นั่นทำให้ขนาดไฟล์ใหญ่สุดคือ 4GB ซึ่งทำให้การถ่ายวิดีโอแต่ละครั้งถูกจำกัด ไว้ที่ 4GB ต่อคลิป หรือคิดเป็นเวลาก็ราว 12 - 30 นาที (ขึ้นอยู่กับกล้อง)
นี่เป็นเพียงบางส่วนของกล้อง DSLR ที่ใช้ถ่ายวิดีโอได้ แน่นอนว่ายังไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปหมด ในอนาคต เราคงได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมา เช่น ระบบ rack zoom, rack focus ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่ในเลนส์ ของกล้องวิดีโอ
ถ่ายภาพและเรื่องประกอบโดย นายส่งเดช
กลับไปหน้า dv