I SHOOT RAW
ไฟล์ RAW แม้หลายคนจะใช้กล้องดิจิตอลมานาน แต่เมื่อได้เห็นตามเว็บบอร์ด ได้ยินในวงสนทนาเรื่องกล้อง หรือแม้แต่ ในคู่มือของกล้องที่อธิบายเอาไว้ แต่เชื่อแน่ว่าหลายคนก็ยังไม่เข้าใจกระจ่างชัดว่าแท้จริงแล้วไฟล์ RAW เป็นอะไรกันแน่ มีไว้ทำอะไร
กล้องดิจิตอลทุกรุ่นทุกยี่ห้อสามารถถ่ายภาพเป็นไฟล์แบบ JPG ซึ่งเป็นไฟล์ภาพมาตรฐานที่พร้อมสำหรับการนำไปใช้งาน ได้ในทันที แล้วก็มีกล้องบางยี่ห้อ/บางรุ่นที่ถ่ายภาพเป็นไฟล์ TIFF ได้ด้วย แต่เนื่องจากขนาดไฟล์ที่ใหญ่ เปลืองเมมโมรี ไฟล์ TIFF จึงแทบไม่มีใครใช้ และไฟล์อีกประเภทหนึ่งก็คือ RAW ซึ่งไฟล์ชนิดนี้จะมีให้เลือกใช้ในกล้องคอมแพครุ่นท็อปๆ หรือ กล้อง DSLR ซึ่งคนใช้กล้องสามารถเลือกได้ว่าจะถ่ายภาพเป็นไฟล์ JPG หรือ RAW หรือทั้ง JPG + RAW พร้อมกัน
จำนวนสีในภาพถ่าย
สีแต่ละสีในภาพถ่ายจะถูกเก็บไว้ในรูปแบบ 0 และ 1 หรือเรียกว่า bits เพื่อให้คุณเข้าใจง่ายขึ้นก็ดูตัวเลขประกอบกัน ภาพถ่าย 1 บิต มีจำนวนสี 2 สี, 2 บิต มีจำนวนสี 4 สี, ภาพ 4 บิต มี 16 สี, ภาพ 8 บิต มี 256 สี, ภาพ 12 บิต มี 4,096 สี, ภาพ 14 บิต มี 16,384 สี และภาพ 16 บิต มีสี 65,536 สี คุณจะเห็นว่าจำนวนบิตที่เพิ่มขึ้นจำนวนสีก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
สมมุติว่ามีภาพขาวดำ 4 บิต ซึ่งมี 16 สี แต่สีที่มีอยู่นั้นจะเป็นระดับความเข้มของสี เช่น สีดำเข้ม แล้วก็เป็นสีเทา สีเทาอ่อน รวมกันทั้งหมด 16 ระดับ แล้วถ้าเป็นภาพที่มี 8 บิต 256 สี ก็หมายถึง สีสีหนึ่งก็จะมีระดับของเฉดสีแบ่งออกเป็น 256 ระดับ ด้วยกัน
ในกล้องดิจิตอลจะใช้สี Red, Green และ Blue (RGB) มาผสมกัน ถ้าเป็นภาพที่มีจำนวนสี 8 บิต ก็หมายถึงแต่ละสีจะมีเฉดสี 256 ระดับ คือ แดง 256, เขียว 256 และน้ำเงิน 256 เมื่อผสมเข้าด้วยกัน 256 x 256 x 256 = 16.7 ล้านสี
กล้อง DSLR รุ่นใหม่ๆ เก็บค่าสีได้ถึง 14 บิต
กล้อง DSLR หลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Canon EOS 5D Mark II, EOS 60D หรือจะ Nikon D700 ต่างก็มีระบบ ประมวลผลสัญญาณดิจิตอลได้ถึง 14 บิต หรือพูดง่ายๆ ก็คือเก็บค่าสีได้ถึง 14 บิต ส่วนกล้องระดับ Medium Format นั้นเก็บค่าสีได้ถึง 16 บิต จำนวนสีที่เก็บได้นั้นมีผลต่อความคมชัดและรายละเอียดต่างๆ ในภาพถ่าย เช่น ลายของเนื้อผ้า เฉดสีของภาพก็เก็บได้มากกว่า และที่สำคัญก็คือบริเวณส่วนสว่างและส่วนมืดของภาพ อย่างการ ถ่ายภาพคนที่บางส่วนถูกแสงแดด แล้วก็มีบางส่วนอยู่ในร่มไม้ ก็ยังเก็บรายละเอียดในส่วนที่โดนแสงแดดจ้าไว้ได้
ไฟล์ภาพแบบ JPG รองรับสีได้เพียงแค่ 8 บิต
ฟอร์แมตไฟล์ภาพแบบ JPEG หรือ JPG ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน สามารถเก็บค่าสีได้เพียงแค่ 8 บิต ซึ่งเป็นข้อจำกัดของตัวไฟล์เอง ถึงแม้กล้องดิจิตอลจะเก็บค่าสีได้ 14 บิต หรือ 16 บิต แต่เมื่อเก็บไฟล์เป็น JPG ค่าสีที่เก็บมาเยอะแยะก็ถูกเททิ้งไปให้เหลือเพียงแค่ 8 บิต เท่านั้นยังไม่พอ ไฟล์ JPG ยังถูกระบบประมวลผลภายใน ตัวกล้องจัดการปรับแต่งเข้าไปด้วย ทั้งการปรับแต่งสี ปรับไวท์บาลานส์ ความสว่าง คอนทราสต์ ปรับความคมชัด และบีบอัดไฟล์ให้เล็กลง ซึ่งกระบวนการ เหล่านี้ล้วนส่งผลทำให้คุณภาพของภาพถ่ายลดลงตามไปด้วย
ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ผลิตกล้องก็คือ การเก็บไฟล์ภาพเป็นฟอร์แมต TIFF หรือ TIF ซึ่งเก็บค่าสีได้ทั้ง 8 บิต และ 16 บิต แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียตรงเรื่องขนาดของไฟล์ที่ใหญ่บะละเฮิ่ม อย่างกล้องมีเดียมฟอร์แมต ถ่ายเป็นไฟล์ TIF ภาพถ่ายภาพหนึ่งอาจมีขนาดถึง 120 เมกะไบต์ สาเหตุที่ทำให้ไฟล์แบบ TIF ใหญ่ก็เนื่องจากว่าไฟล์ฟอร์แมตนี้จะ ไม่ถูกบีบอัดเหมือนกับไฟล์ JPG
RAW ไฟล์ ทางเลือกของภาพถ่ายคุณภาพสูง
ทั้งไฟล์ JPG และ TIF ต่างก็ถูกระบบประมวลผลภายในตัวกล้องจัดการปรับแต่ง ซึ่งมีผลทำให้คุณภาพของภาพถ่ายนั้นลดลง อย่างมาก ถึงแม้ไฟล์ TIF จะให้ภาพที่ดีกว่า JPG มาก แต่ปัญหาก็คือขนาดของไฟล์ที่ใหญ่มาก ทำให้เสียเวลาในการเซฟไฟล์ และเปลืองเมโมรี ด้วยเหตุนี้ในกล้องจึงมีให้เลือกถ่ายภาพเป็นไฟล์ RAW (ในกล้องคอมแพคมีให้เลือกบางรุ่น)
เมื่อถ่ายภาพเป็นไฟล์ RAW ข้อมูลจากอิมเมจเซ็นเซอร์ของกล้อง จะถูกส่งเข้าไปเก็บในเมโมรีของกล้องโดยตรง ไม่ผ่าน ขบวนการปรับแต่งภาพจากระบบประมวลผลภายในตัวกล้อง ไฟล์ RAW ที่ได้จึงเป็นเพียงข้อมูลดิบไม่ใช่ไฟล์ภาพถ่าย ก่อนจะนำไปใช้งานต้องนำไปปรับแต่งแล้วแปลงออกมาเป็นภาพถ่ายที่สามารถนำไปใช้งานได้ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งคุณสามารถใช้ซอฟต์แวร์ที่แถมมาพร้อมกับตัวกล้อง เช่น Canon DPP, Nikon Capture NX หรือโปรแกรม Photoshop, Photoshop Lightroom, Apeture ปรับแต่งสีสัน ความสว่าง ไวท์บาลานส์ ความคมชัด ฯลฯ ได้ตามความพอใจ
ข้อดีของไฟล์ RAW ก็คือ ได้ข้อมูลที่ถูกส่งตรงจากอิมเมจเซ็นเซอร์ ถ้ากล้องเก็บค่าสีได้ 14 บิต ข้อมูลก็จะถูกส่งไปเก็บเต็ม 14 บิต ไม่ถูกตัดทิ้งเหลือเพียง 8 บิต เหมือนกับไฟล์ JPG ตัวไฟล์ก็ไม่ถูกระบบปรับแต่งภาพในกล้องปรับแต่ง และขนาดของไฟล์ ที่ได้ก็มีขนาดเล็กกว่าไฟล์ TIF
ข้อเสียของไฟล์ RAW อยู่ที่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ทันที ต้องนำมาปรับแต่งแล้วก็แปลงออกมาเป็นไฟล์ JPG, TIF ก่อน จึงทำให้เสียเวลากับขั้นตอนนี้มาก คอมพิวเตอร์ที่ใช้ก็ต้องมีความเร็วสูง จึงจะทำให้การปรับแต่งและแปลงไฟล์ทำได้เร็วขึ้น การถ่ายภาพเป็นไฟล์ RAW จึงไม่เหมาะกับงานที่ต้องการใช้ด่วน
ทิ้งท้ายสำหรับการถ่ายภาพเป็นไฟล์ RAW
การถ่ายภาพเป็นไฟล์ RAW ก็เหมือนกับการถ่ายเป็นไฟล์ JPG นั่นคือคุณต้องวัดแสง จัดองค์ประกอบต่างๆ ให้ดี หากเริ่มต้น จากขั้นตอนถ่ายภาพที่ทำได้อย่างดี ขั้นตอนแปลงไฟล์หรือปรับแต่งในคอมพิวเตอร์ก็ใช้เวลาน้อยลง หรือหากจะปรับแต่ง ก็แค่ปรับแต่งเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนวิธีการปรับแต่งและการแปลงไฟล์ RAW ติดตามได้จากในส่วนของ digital process ครับ
ถ่ายภาพและเรื่องประกอบโดย นายส่งเดช
กลับไปหน้า feature