ภาพประกอบโดย Web Editor : Canon EOS 10D, Lens Sigma 70-200 F2.8 APO HSM, Quality Raw; 1/10 sec F4.0, ISO 100
ถ่ายภาพให้ชัด ฟังดูง่ายๆ แต่เวลาถ่ายจริงเรื่องที่คิดว่า ง่าย กลับไม่ง่ายอย่างที่ฟัง ยิ่งเอาภาพที่ตัวเองถ่ายไป เปรียบเทียบกับภาพของอื่น หรือเปรียบเทียบกับภาพ ถ่ายในนิตยสาร บางคนถึงกับบ่นกล้องไม่ดี เลนส์แย่ อย่างนี้ย้ายค่ายดีกว่า การถ่ายภาพให้ได้ภาพถ่ายที่ว่ากันว่าคมชัด คมบาดตา การจะได้ภาพถ่ายที่คมชัด ขึ้นอยู่กับสองส่วนด้วยกันคือ คนกับกล้อง สาเหตุหลักส่วนหนึ่งอยู่ที่คน โดยเฉพาะคน ที่ยังไม่เข้าใจการทำงานของกล้องดีพอ 6. จุดโฟกัส
กล้องรุ่นใหม่ๆ มีเซ็นเซอร์สำหรับช่วยโฟกัส อย่างใน กล้อง DSLR ก็มีจุดโฟกัส ที่เห็นเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในช่องมองภาพ บางครั้งกล้องจะโฟกัสผิดจุด โดยเฉพาะ ถ้ามีวัตถุซ้อนกันหรือกระจัดกระจายกัน คุณต้องดูให้ แน่ใจว่าเวลาที่โฟกัส กล้องยืนยันจุดที่โฟกัส ว่าเป็นจุด ที่คุณต้องการ ทางที่ดีควรเลือกใช้จุดโฟกัสเพียงจุดกลาง จุดเดียว แล้วใช้วิธีการล็อกโฟกัส ซึ่งจะง่ายกว่าการ เปิดใช้ระบบโฟกัสหลายๆ จุด

13. แรงสั่นสะเทือน
ถึงแม้จะใช้ขาตั้งกล้องแล้ว ถ้าคุณใช้ความเร็วชัตเตอร์ ต่ำๆ เช่น ตั้งแต่ 1/30 วินาทีลงไป ต้องระวังเรื่องแรง สั่นสะเทือน แม้เพียงนิ้วสะกิดเบาๆ เมื่อจำเป็นต้องเปิด ชัตเตอร์นานๆ ให้ใช้สายลั่นชัตเตอร์หรือรีโมท หรือใช้ การตั้งเวลาถ่าย เพราะแรงสะเทือนจากการกดปุ่ม ชัตเตอร์ และแรงกระดกของกระจกสะท้อนภาพก็มีผล ทำให้ภาพไม่ชัดได้ คุณสามารถใช้ฟังก์ชั่นล็อกกระจก สะท้อนภาพ (Mirror Lockup) เพื่อลดแรงสั่นสะเทือน จากการกระดกของกระจกสะท้อนภาพได้ ขาตั้งกล้อง ถ้ามีแรงลมหรือต้องกางขาตั้งสูงๆ ควรใช้ถุงทรายเล็กๆ หรือกระเป๋ากล้องวางทับขาตั้งกล้องเพื่อเพิ่มความมั่นคง
กล้องกับคนถ่ายภาพ
หลายคนเก็บเงินเพื่อจะซื้อกล้อง ซื้อเลนส์ เสียเวลาหา ข้อมูล ทั้งอ่านนิตยสาร ข้อมูลตามเว็บ โพสกระทู้ถาม ได้ข้อมูลมาก็เยอะ โดนเหน็บกลับมาเจ็บๆ ก็แยะ (ฮา... ถามอะไรกันบ่อยๆ) ก่อนซื้อกล้องก็ว่ายากแล้ว หลังจาก ที่ซื้อมาแล้วยิงยาก เพราะแรกๆ ส่วนใหญ่ก็คงเน้นเรื่อง ถ่ายสนุกๆ เก็บภาพตอนเที่ยว ถ่ายคนในครอบครัว สนุกกันไปมากกว่าจะจริงจัง แต่พอเห็นภาพคนอื่น โอ๊ว ว ทำไมต่างกันอย่างนี้ ทำไมภาพถ่ายเขาคมชัด สีสันก็สุดๆ แปร๋นๆ มาแต่ไกล แดงเป็นแดง เขียวเป็นเขียว เส้นผม นี่ยังกับเส้นหมี่ตากแห้ง เอาล่ะมาดูว่า จะถ่ายภาพให้ได้ ภาพชัด คมกริบ ต้องเริ่มอย่างไร
7. สิ่งที่ระบบโฟกัสต้องใช้
ระบบโฟกัสของกล้องต้องพึ่งพาแสง ในสถานะการณ์ทั่วๆ ไป เมื่อคุณต้องการถ่ายภาพ ต้องแน่ใจว่าบริเวณที่จะ ถ่ายภาพมีแสงสว่างเพียงพอ แสงมากก็ยิ่งทำให้เกิด คอนทราสต์เพิ่มขึ้น คอนทราสต์ยิ่งมากก็ทำให้กล้อง โฟกัสได้เร็วขึ้น แล้วยังทำให้ภาพมีความคมชัดมากขึ้น (อ่านเรื่องแสงจาก Basic Lighting ประกอบ) นอกจาก แสงจากบริเวณรอบๆ แล้ว กล้องบางรุ่นหรืออุปกรณ์ เสริมพวกแฟลช ยังมีแสงอินฟราเรดช่วยในการปรับ โฟกัสด้วย โดยเฉพาะกับการถ่ายภาพในงานเลี้ยง ที่มีแสงสว่างน้อย หรือในอาคารที่มีแสงสว่างน้อย
14. ระบบกันสั่น (Image Stabilization)
ผู้ผลิตกล้อง แต่ละรายจะเรียกแตกต่างกันไป เช่น anti-shake, VR, IS แต่ก็ออกแบบมาด้วยจุดประสงค์เดียว กันคือ ช่วยแก้ปัญหาจากการที่กล้องและเลนส์เกิดการ ขยับ ในขณะถือกล้องด้วยมือแล้วกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ การเรียกว่าระบบกันสั่นจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะ ระบบนี้จะทำงานเมื่อเกิดการสั่นหรือการขยับของ ตัวกล้อง จากนั้นกลไกภายในจะทำงาน เพื่อให้ได้ภาพ ถ่ายที่คมชัดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตามระบบเหล่านี้จะช่วยได้เพียง การสั่นหรือ การขยับของตัวกล้องที่ไม่มากนัก และที่สำคัญอย่าลืม เปิดใช้งานเมื่อจำเป็น
1. ตั้งความละเอียดหรือขนาดภาพ
ตัวกล้องเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพถ่ายไม่ชัด คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ตั้งค่าของกล้องได้ถูกต้อง
ตั้งความละเอียดและการบีบอัด เมโมรี่การ์ดสมัยนี้ถูก แสนถูก การ์ดบางรุ่น 8 กิ๊ก ราคาสองพันต้นๆ ไม่มีเหตุผล ที่จะไปประหยัดกับการใช้การ์ดความจุน้อยๆ เพราะถ้า คุณต้องการภาพถ่ายที่คมชัด จะต้องตั้งความละเอียดให้สูง และให้มีการบีบอัดน้อยที่สุด ถ้าถ่ายภาพเป็นไฟล์ Jpg ก็ตั้งเป็น Large + Fine หรือเป็นไฟล์ TIFF และที่ดีที่สุด คือ Raw
ต้นฉบับภาพที่มีขนาดเล็กจะมีความคมชัดลดลง และถ้า พ่วงการบีบอัดไฟล์ (ภาพ Jpg) จะมีกระบวนการบีบอัด เพื่อทำให้ไฟล์เล็กลง ขั้นตอนนี้จะยิ่งทำให้ภาพลดความ คมชัดมากที่สุด ดังนั้นควรเลือกตั้งความละเอียดหรือ ขนาดภาพให้ดีที่สุด
8. โฟกัสแบบแมนวล
ในบางครั้งระบบออโต้โฟกัสก็ปรับโฟกัสไม่ได้สักที สาเหตุก็เนื่องจากมีแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือบริเวณ จุดที่จะโฟกัสมีโทนสีเดียวกันหมดหรือ เป็นพื้นเรียบๆ ระบบออโต้โฟกัสที่แน่ๆ ก็โอดครวญไปตามๆ กัน ดังนั้นคุณต้องพึ่งการปรับโฟกัสด้วยมือตัวเองแล้ว ถ้าเป็นกล้อง DSLR ก็ปรับสวิทช์เลนส์ไปที่ตำแหน่ง MF หรือถ้าเป็นเลนส์ที่มีระบบ Full Time Manual คุณก็หมุน วงแหวนปรับโฟกัสของเลนส์ ดูจนภาพในช่องมองภาพ ชัด หรือจนมีสัญญาณเตือนว่าโฟกัสชัด
สำหรับการปรับโฟกัสแบบแมนวลโฟกัส คุณควรอ่าน คู่มือของกล้องประกอบกันด้วย ว่ากล้องรุ่นที่คุณใช้ มีวิธี การปรับโฟกัสแมนวลอย่างไร
15. การเพิ่มความไวแสง ISO
ถ้าเป็นกล้องฟิล์มก็คือเลือกใช้ฟิล์มที่มีความไวต่อสภาพ แสง เช่น ISO 100, 200, 400 ตัวเลขที่มากขึ้น หมายถึง ฟิล์มมีปฏิกิรัยากับแสงเร็วขึ้น ส่วนในกล้องดิจิตอลนั้น จะปรับเปลี่ยนได้จากเมนูของกล้อง ค่า ISO ที่สูงจะใช้ เวลาน้อยกว่าในการสร้างภาพถ่าย เมื่อถ่ายภาพใน สภาพแสงเท่ากัน และค่า ISO ที่สูงยังใช้ปริมาณแสง น้อยกว่า นั่นหมายถึงถ้าถ่ายภาพในที่ที่มีแสงสว่าง น้อยๆ คุณจะได้ใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงขึ้น และยังได้ ภาพถ่ายที่มีความสว่างเพียงพอ
ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม่ไม่ใช้ค่า ISO สูงๆ ไป เลยล่ะ ปัญหาของการใช้ ISO สูงขึ้นก็คือ ทำให้เกิด เกรนหรือเกิด Noise ซึ่งเป็นจุดของเม็ดสีเป็นจุดๆ ขึ้นมา ยิ่งใช้ ISO สูงมากขึ้น จุดพวกนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น และจุดพวกนี้จะทำให้ภาพถ่ายมีความคมชัดลดลง
2. เลนส์
รอยนิ้วมือหรือพวกคราบสกปรกบนหน้าเลนส์ ก็มีส่วน ทำให้บางส่วนของภาพไม่ชัด ฟิลเตอร์บางชนิดที่สวมติด หน้าเลนส์ ก็มีส่วนทำให้แสงผ่านเข้าไปได้น้อย ควรใช้ อุปกรณ์ทำความสะอาดเลนส์อย่างถูกวิธี ถอดฟิลเตอร์ ออกก็ทำให้ภาพชัดขึ้น
9. รูรับแสง
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ภาพขาดความคมชัดได้ หากเลือก ปรับค่ารูรับแสงไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคน ที่ใช้กล้อง DSLR เนื่องจากมีเลนส์ให้เลือกใช้มากมาย มีเลนส์ฟิก 50 รูรับแสงกว้างสุดๆ 1.8 ก็เล่นปรับที่ 1.8 เลย ภาพออกมาเบลอทั้งฉากหลังเบลอทั้งนางแบบ รูรับแสงของเลนส์มีผลต่อความคมชัดในแนวลึก (Dept of Field เอาไว้จะเขียนให้อ่านเป็นเรื่องยาวอีกเรื่อง) เช่น แนวแถวต้นไม้ ถ้าหากใช้รูรับแสงกว้างเกินไป ต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังก็จะไม่ชัด อย่างไรก็ตามการใช้ รูรับแสงกว้างๆ ก็จะช่วย ในเรื่องการทำให้วัตถุเด่นขึ้น เพราะฉากหลังเบลอ เช่น การถ่ายภาพคน
16. แสง แสง และ แสง
สิ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่จะทำให้ได้ภาพที่มีความ คมชัด สูงคือแสง ต่อให้เลนส์ดีแค่ไหน กล้องระดับไหน ถ้าแสง ไม่เพียงพอ โอกาสได้ภาพที่คมชัดก็ลดลง ตามไปด้วย ถ้าใช้แสงจากธรรมชาติก็ต้องรู้จัก ช่วงเวลา ที่แสง เพียงพอ หรือจะใช้อุปกรณ์พวกแฟลช พวกไฟสตูดิโอ ที่หลายรุ่นทำขึ้นมาเพื่อใช้งานนอกสถานที่ได้ ไม่ได้ จำกัดว่าใช้แฟลข ใช้ไฟสตูดิโอจะต้องใช้เฉพาะเวลา กลางคืน หรือแค่ในอาคาร
3. โฟกัส
กล้องทุกวันนี้มีระบบโฟกัสสารพัด ปกติแค่โฟกัสอัตโน มัติกับแมนวลโฟกัส ก็ทำเอาคนใช้กล้องมึนงงแล้ว นี่ยังเพิ่มพวกจุดโฟกัส ฟังก์ชั่นจับใบหน้า ฟังก์ชั่นไม่ยิ้ม ไม่ถ่าย (ถ้าไม่มีคนยิ้มเลย คงถ่ายไม่ได้) อย่าลืมว่ายิ่งมี ฟังก์ชั่นมากก็ยิ่งทำความสับสน และยิ่งต้องใช้เวลา ศึกษาการใช้งานมากขึ้น ถึงแม้กล้องดิจิตอลจะมีจอแอลซีดีดูภาพที่ถ่ายได้ทันที แต่จอขนาดเล็กก็ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ภาพที่เห็น ในจอแอลซีดีมีความคมชัดแล้ว วิธีที่ถูกต้องคือต้อง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบโฟกัสภาพของกล้อง เพื่อที่ จะได้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง เช่น ระบบโฟกัสภาพต่อภาพ ระบบโฟกัสต่อเนื่อง ระบบโฟกัสแบบแมนวล เป็นต้น
10. ระยะเลนส์
ระยะของเลนส์ก็มีผลต่อความชัดด้วยเช่นกัน กำลังเห่อ ของใหม่ เลนส์ซูม 70-200 ซูมสะใจ ซูมกันเต็มที่สุดๆ ขี้เกียจเดิน เลนส์ที่มีช่วง Focal Length สูงๆ โดยทั่วไป ต้องการแสงเพิ่มขึ้น ปัญหาของการใช้เลนส์ที่มีระยะ ซูมไกลๆ คือ การสั่นของตัวกล้องและเลนส์ ขณะที่คุณ ใช้เลนส์ช่วงเกิน 135mm ขึ้นไป ต้องแน่ใจว่าสิ่งที่ เคลื่อนไหวมีเพียง หัวใจของคุณเท่านั้น ยิ่งทำให้มีแรง สั่นสะเทือนน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี
นอกจากปัญหาของการสั่นสะเทือนแล้ว เรื่องที่ต้องระวัง ด้วยก็คือ เมื่อใช้ช่วงซูมไกลๆ ร่วมกับรูรับแสงที่กว้าง จะทำให้ความชัดในแนวลึกน้อยลง ยิ่งช่วง Focal Length ของเลนส์สูงขึ้น ความชัดในแนวลึกก็จะยิ่ง น้อยลง
17. แฟลชบนตัวกล้อง
กล้องส่วนใหญ่จะมีแฟลขขนาดเล็กติดตัวกล้อง ใช้เป็น แสงเสริมเมื่อแสงสว่างไม่เพียงพอ ที่จะใช้ความเร็ว ชัตเตอร์สูงๆ เช่น ถ่ายภาพในล็อบบี้ โรงแรม ในอาคาร ที่แสงค่อนข้างน้อย และยังใช้กับการถ่ายภาพกลางแจ้ง ได้ด้วย แต่ปัญหาของการใช้แฟลชประเภทนี้ก็คือทิศทางของ แสงเป็นแสงที่พุ่งตรงไปยังวัตถุ ซึ่งจะทำให้เกิดภาพ ที่ดูขาดมิติ เพราะแสงจากแฟลชอาจทำให้วัตถุได้รับ แสงสว่า มากไป ทำให้รายละเอียดส่วนอื่นๆ หายไป และยังทำให้เกิดเงาดำด้านหลังวัตถุ ถ้ากล้องอยู่ใกล้ วัตถุมากก็อาจทำให้ได้ภาพถ่ายที่ขาวว่อกมาแทน
4. ระยะห่าง
กล้องหรือเลนส์มีระยะการทำงาน ลองทดสอบง่ายๆ ยื่นมือ ของคุณไปข้างหน้า แล้วลองขยับมือเข้ามาใกล้ๆ หน้า จะเห็นว่าพอมือใกล้เข้ามามากๆ คุณจะมองเห็นมือไม่ชัด กล้องหรือเลนส์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าอยู่ใกล้กับวัตถุหรือสิ่งที คุณจะถ่าย กล้องก็จะปรับโฟกัสให้ภาพชัดไม่ได้ ดังนั้น คุณควรต้องดูว่าเลนส์ที่ใช้ มีระยะการใช้งานห่างจากวัตถุ เท่าไหร่ จึงจะโฟกัสให้ภาพชัดได้
11. ความเร็วชัตเตอร์
ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ จะเปิด/ปิดด้วยความเร็ว ทำให้ ภาพถ่ายชัด เพราะจังหวะที่ม่านชัตเตอร์เปิด/ปิด จะเกิดขึ้นเร็วมาก แต่การใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ ก็เสี่ยงต่อปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปในเลนส ์นั้นไม่พอ ดั้งนั้นการใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงจะต้องแน่ใจว่า ไม่เร็วเกินไปจนได้ภาพที่มืด หรือช้า เกินไปจนภาพ ไม่ชัด
18. แฟลชแยกจากตัวกล้อง
กล้อง DSLR สามารถใช้แฟลชแยกออกจากตัวกล้อง (กล้องคอมแพคได้เป็นบางรุ่น) หรือใช้แฟลชรุ่นที่ สามารถปรับทิศทางของแฟลช ให้ไปสะท้อนกับกำแพง หรือเพดาน การใช้แฟลชแยกหรือสะท้อนแสงแฟลช จะทำให้แสงกระจาย ไม่ทำให้เกิดเงาดำเข้มเหมือนการ ใช้แฟลชตรงๆ
5. ให้เวลากับกล้องสักครู่
กล้องทุกรุ่นมีจังหวะการทำงาน จังหวะแรกเมื่อคุณกด ปุ่มชัตเตอร์ลงไปครึ่งหนึ่ง ระบบวัดแสงระบบออโต้โฟกัส ของกล้องจะทำงาน เมื่อกล้องปรับโฟกัสได้แล้ว จะมี เสียง หรือไฟแว่บขึ่นมาในช่องมองภาพ จากนั้นจึง ค่อยกดชัตเตอร์ลงไปจนสุด เพื่อถ่ายภาพ แต่ช้าก่อน ถ้ากล้องของคุณเป็นกล้องดิจิตอลคอมแพค เมื่อคุณกด ชัตเตอร์จนสุด คุณจะต้องถือกล้องให้นิ่งต่อไปอีกสักพัก จึงค่อยปล่อยชัตเตอร์ เนื่องจากกล้องจะต้องล็อคโฟกัส ก่อน ถ้าคุณปล่อยนิ้วหรือรีบขยับกล้องเร็วเกินไป จะทำให้ภาพไม่ชัดได้
12. ใช้ขาตั้งกล้อง
สิ่งที่ทำให้ได้ภาพถ่ายมีความคมชัดสูงคือขาตั้งกล้อง ถ้าเป็นได้ควรซื้อขาตั้งกล้องแบบสามขา (Tripod) ดีๆ มาใช้สักตัว แน่นอนคุณไม่ใช้ขาตั้งกล้องก็ได้ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณจะจับถือกล้องได้นิ่งสนิท เมื่อมีส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่มือ นิ้วชี้ แขน ไหล่ ขา เท้า ไหนจะน้ำหนักตัวกล้อง ถ้าใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงระดับ 1/60 วินาทีขึ้นไป ก็พอได้ แต่ถ้าเมื่อไรลดลงมาเป็น 1/30, 1/15 หรือเป็น วินาที ภาพสั่น ภาพเบลอแน่นอน ถ้าคุณใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1 วินาที ทันทีที่กดชัตเตอร์ลงสุด กว่าม่านชัตเตอร์จะปิดก็อีก 1 วินาที เพราะฉนั้นขาตั้งกล้องชัวร์สุด เมื่อใช้ความเร็ว ชัตเตอร์ต่ำๆ และถ้าขาตั้งกล้องแบบสามขาเกะกะไป ก็เลือกใช้แบบโมโนพอด น้ำหนักเบา พกสะดวก ไม่เกะกะ
19. เพิ่มความคมชัดด้วยโปรแกรมแต่งภาพ
ถ้าคุณทำตามขั้นตอนข้างบน แน่นอนคุณจะได้ภาพถ่าย ที่คมชัดแน่นอน แต่ความคมชัดก็ไม่ใช่ชัด ชนิดคม กริบ เพราะโดยธรรมชาติของกล้อง ดิจิตอล ภาพถ่าย ที่ได้จะมีความคมชัดน้อยกว่ากล้องฟิล์ม กล้องดิจิตอล คอมแพ็คหรือกล้อง DSLR รุ่นระดับล่างๆ จะใช้วิธีการ เพิ่มความคมชัดให้ภาพถ่าย สำหรับภาพแบบ Jpg ก่อนที่จะบันทึกลงการ์ด ส่วนกล้องระดับสูงขึ้น ผู้ใช้ จะต้องปรับระดับความ คมชัดเอง คือเพิ่ม Sharpen เข้าไป ส่วนภาพถ่าย Raw จะต้องนำมาปรับเพิ่ม ความคมชัด ด้วยคอมพิวเตอร์เท่านั้น ด้วยการใช้ โปรแกรมที่แถมมากับตัวกล้อง หรือโปรแกรมพวก Photoshop, Photoshop Elements, ACDSee และอีกมากมาย การปรับเพิ่มความคมชัดด้วย โปรแกรม คอมพิวเตอร ์เรียกว่า Unsharp Mask
  จะเห็นว่าการถ่ายภาพให้ชัด มีหลายสิ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าคุณถ่ายภาพแล้วได้ภาพไม่ชัด ลองนำขั้นตอนไปฝึก ลองใช้ดู รับรองว่าคุณจะได้ภาพถ่ายที่คมชัดแน่นอน แม้ว่าจะใช้กล้องใช้เลนส์ที่บางคนเรียกว่า กล้องสำหรับมือ สมัครเล่น กล้องสำหรับมือใหม่ และฝากทิ้งท้ายกับสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืม
• รู้ว่ากล้องทำงานอย่างไร ใช้งานอย่างไร คู่มือกล้องอ่านและทำความเข้าใจให้มากๆ
• ใช้ขาตั้งกล้องดีๆ หน่อย และพยายามใช้เท่าที่จะทำได้
• แน่ใจว่าแสงพอ
• ก่อนกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ แน่ใจว่าโฟกัสถูกต้อง ถูกที่
• ดูความเร็วชัตเตอร์ด้วย
• ตบท้ายเบาๆ ด้วยการเพิ่มความคมชัดในคอมพิวเตอร์